ตารางเปรียบเทียบสรุป
ถ้าอยากรู้เร็ว ๆ ว่า Body Oil ยี่ห้อไหนดี ดูตารางนี้ได้เลยค่ะ อ้อยแบ่งไว้ทั้งสายดูแลรอยแตกลาย สายเนื้อบางทาหลังอาบน้ำ สายกลิ่นหอมแบบน้ำหอม และตัวประหยัด ราคาในตารางเป็นช่วงราคาจากร้านบน Shopee และ Lazada ณ วันที่ 7 พ.ย. 2026 ซึ่งเปลี่ยนได้ตามโปรโมชันนะคะ
รีบไหมครับ? ผมสรุปอันดับไว้ให้ตรงนี้แล้ว อยากดูละเอียดค่อยเลื่อนลงไปอ่านต่อ
สรุปเร็ว: ซื้อยี่ห้อไหนดี
| เทียบ 9 อันดับ | อันดับ 1 Bio-Oil Skincare Oil 200 มล. |
อันดับ 2 Neutrogena Body Oil Light Sesame Formula 250 มล. |
อันดับ 3 Palmer's Cocoa Butter Formula Skin Therapy Oil 60 มล. |
อันดับ 4 NUXE Huile Prodigieuse 100 มล. |
อันดับ 5 L'Occitane Almond Supple Skin Oil 100 มล. |
อันดับ 6 Journal The Legacy Body Oil 180 มล. |
อันดับ 7 erb Dazzling Spring Body Oil |
อันดับ 8 Jose Premium Body Oil Glow & Nourish 150 มล. |
อันดับ 9 Johnson's Baby Oil |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์ | PurCellin Oil, วิตามิน A และ E, น้ำมันสกัดจากพืช 4 ชนิด, 200 มล. | น้ำมันงา, เนื้อบางเบา, ทาตอนผิวหมาด, 250 มล. | โกโก้บัตเตอร์, วิตามิน E, น้ำมันอาร์แกน, ไม่มีมิเนอรัลออยล์, 60 มล. | ดรายออยล์, น้ำมันพืช 7 ชนิด + วิตามิน E, หน้า/ตัว/ผม, 100 มล. | น้ำมันอัลมอนด์, น้ำมันคาเมลินา, กลิ่นอัลมอนด์, 100 มล. | น้ำมันเมล็ดองุ่น อาร์แกน มะพร้าว ทานตะวัน อัลมอนด์, กลิ่นน้ำหอม, 180 มล. | น้ำมันมะกอกออร์แกนิค, น้ำมันเมล็ดองุ่น, วิตามิน E, กลิ่นลูกแพร์ ฟรีเซีย | น้ำมันพืช 8 ชนิด (โจโจบา อะโวคาโด โรสฮิป ฯลฯ), กลิ่น Glow & Nourish, 150 มล. | มิเนอรัลออยล์, กลิ่นอ่อน, ทาตอนผิวเปียก, หลายขนาด |
| คะแนน | 9.4/10★★★★★ | 9.2/10★★★★★ | 9.0/10★★★★★ | 8.9/10★★★★☆ | 8.8/10★★★★☆ | 8.6/10★★★★☆ | 8.4/10★★★★☆ | 8.1/10★★★★☆ | 7.9/10★★★★☆ |
| เหมาะกับใคร | คนที่กังวลรอยแตกลาย รอยแผลเป็น และสีผิวไม่สม่ำเสมอ | คนที่อยากได้ออยล์ทาตัวทุกวันหลังอาบน้ำ | ผิวแห้งมาก ผิวแตกลาย และคุณแม่ตั้งครรภ์ | คนที่อยากได้ออยล์ซึมไว กลิ่นหอม ใช้ได้หลายจุด | คนที่อยากได้ผิวนุ่ม ดูกระชับ และชอบกลิ่นอัลมอนด์ | คนที่อยากให้ออยล์ทาตัวหอมแทนน้ำหอม | คนที่ชอบกลิ่นดอกไม้สดชื่น แบบสปา | คนที่อยากลองบอดี้ออยล์ครั้งแรกในงบไม่เกิน 300 บาท | คนงบน้อย และใช้ได้ทั้งครอบครัว |
| ช่วงราคา | ฿609 – ฿669 | ฿499 – ฿579 | ฿435 | ฿1,319 – ฿1,690 | ฿2,160 – ฿2,590 | ฿949 – ฿1,190 | ฿855 – ฿880 | ฿199 – ฿249 | ฿60 – ฿129 |
| เช็กราคาล่าสุด | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada | ShopeeLazada |
บทนำ
Body Oil หรือออยล์บำรุงผิวกาย คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำมันเป็นหลักแทนน้ำ หน้าที่หลักคือเคลือบผิวไว้ไม่ให้น้ำระเหยออกเร็ว ผิวจึงนุ่มและไม่แห้งตึงนานกว่าทาโลชั่นอย่างเดียว เหมาะมากกับอากาศแอร์ทั้งวัน ผิวแห้งตรงหน้าแข้ง ข้อศอก และคนที่กังวลเรื่องผิวแตกลายค่ะ
แต่ออยล์แต่ละยี่ห้อต่างกันเยอะ ทั้งน้ำมันฐาน (มิเนอรัลออยล์ หรือน้ำมันพืช) ความหนืด และกลิ่น บทความนี้อ้อยเทียบจากฉลาก ข้อมูลของแบรนด์ และรีวิวผู้ซื้อ แล้วจัดอันดับตามความเหมาะกับปัญหาผิว ความรู้สึกหลังทา ความคุ้มต่อมิลลิลิตร และความหาซื้อง่ายในไทย ถ้าชอบเนื้อครีมมากกว่า ลองดู ครีมบำรุงผิวกาย ประกอบด้วยก็ได้ค่ะ
9 อันดับ Body Oil ยี่ห้อไหนดี อัปเดตล่าสุด 2026
เรียงจากความเหมาะกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ความรู้สึกหลังทา และความคุ้มค่า อันดับต้น ๆ เป็นออยล์ดูแลผิวโดยตรง ช่วงกลางเป็นออยล์ที่เน้นกลิ่นและความหรูหรา ส่วนท้ายลิสต์เป็นตัวประหยัดที่ใช้ได้ทั้งครอบครัวค่ะ
1. Bio-Oil Skincare Oil 200 มล. ★★★★★
“ออยล์ดูแลผิวที่คนพูดถึงมากที่สุดเรื่องรอยแตกลายและรอยแผลเป็น เนื้อบางกว่าที่คิด ใช้ได้ทั้งตัวและหน้า”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Bio-Oil เป็นออยล์ขวดส้มที่แทบทุกร้านขายยามี แบรนด์อธิบายว่าเป็นออยล์ดูแลผิวที่ช่วยให้รอยแผลเป็น รอยแตกลาย และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอดูจางลง เมื่อใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน สูตรมีส่วนผสม PurCellin Oil ที่ทำให้เนื้อออยล์บางและซึมเร็วกว่ามิเนอรัลออยล์ทั่วไป ผสมวิตามิน A วิตามิน E และน้ำมันจากดาวเรือง ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ และคาโมมายล์ จุดที่ทำให้ได้อันดับ 1 คือใช้ได้ทั้งตัวและหน้า มีขนาดให้เลือก และหาซื้อของแท้จากร้าน Official ได้ง่ายบนทั้งสองแพลตฟอร์มค่ะ
✅ เหมาะกับ: คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยากดูแลผิวหน้าท้อง และคนที่มีรอยแตกลายหรือรอยแผลเป็นที่หายแล้ว
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่แพ้น้ำหอมหรือมิเนอรัลออยล์ และคนที่อยากได้ออยล์สูตรน้ำมันพืชล้วน
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: ออยล์ดูแลผิว ใช้ได้ทั้งหน้าและตัว
- ขนาด: 200 มล. (มี 60 และ 125 มล. ด้วย)
- ส่วนผสมเด่น: PurCellin Oil, วิตามิน A, วิตามิน E, น้ำมันดาวเรือง ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ คาโมมายล์
- น้ำมันฐาน: มิเนอรัลออยล์ (Paraffinum Liquidum) ตามฉลาก
- ใช้: วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน (ตามแบรนด์)
รีวิวแบบเจาะลึก
ถ้าเทียบกับอันดับอื่นในลิสต์ Bio-Oil เป็นตัวที่ “ตั้งใจดูแลผิว” มากที่สุด ไม่ได้ขายเรื่องกลิ่นหรือความหรูเหมือน NUXE หรือ Journal เวลาทาให้ใช้ปริมาณน้อย 2-3 หยดต่อบริเวณ แล้วนวดวน ๆ จนซึม ถ้าเทเยอะจะรู้สึกมันกว่าที่ควรค่ะ
ข้อที่ควรรู้คือรอยแตกลายสีขาวที่เป็นมานานจะจางได้ยากกว่ารอยใหม่สีแดงหรือชมพู ทุกยี่ห้อเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เฉพาะ Bio-Oil และห้ามทาบนแผลเปิดหรือผิวที่ยังไม่ปิดสนิท คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ผิวแพ้ง่ายควรถามแพทย์ก่อนใช้ทุกผลิตภัณฑ์นะคะ
คะแนนที่ได้
9.4/10
2. Neutrogena Body Oil Light Sesame Formula 250 มล. ★★★★★
“ออยล์งาเนื้อบางเบาแบบคลาสสิก ทาตอนผิวยังหมาด ๆ หลังอาบน้ำ ผิวนุ่มไม่เหนอะ”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Neutrogena Body Oil สูตร Light Sesame เป็นออยล์ทาตัวรุ่นเก่าแก่ของแบรนด์ ใช้น้ำมันงาเป็นส่วนผสมเด่น แบรนด์ออกแบบให้ทาตอนผิวยังเปียกหมาด ๆ หลังอาบน้ำ ออยล์จะเกลี่ยง่ายและกักความชุ่มชื้นไว้บนผิว เนื้อบางจนหลายคนใช้แทนโลชั่นได้เลย กลิ่นหอมอ่อน ๆ สะอาด ๆ ขวดใหญ่ 250 มล. ใช้ได้นาน จึงได้อันดับ 2 ในฐานะออยล์ทาตัวทุกวันที่ใช้ง่ายที่สุดในลิสต์ค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนผิวธรรมดาถึงแห้งที่อยากได้ออยล์ทาตัวประจำวันแบบไม่เหนอะ
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่แพ้งาหรือแพ้น้ำหอม
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: ออยล์ทาตัว (Body Oil)
- ขนาด: 250 มล.
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันงา (Sesame Oil)
- เนื้อสัมผัส: บางเบา เกลี่ยง่าย
- วิธีใช้: ทาหลังอาบน้ำตอนผิวยังหมาด หรือผสมในน้ำอาบ (ตามแบรนด์)
รีวิวแบบเจาะลึก
จุดที่ทำให้ Neutrogena ต่างจาก Bio-Oil คือเป้าหมาย Bio-Oil เน้นดูแลรอยบนผิว ส่วน Neutrogena เน้นความชุ่มชื้นทั้งตัว ใช้ปริมาณมากกว่าได้โดยไม่รู้สึกหนัก ถ้าทาบนผิวแห้งสนิทจะรู้สึกมันกว่า เคล็ดลับคือซับตัวพอหมาด แล้วทาทันทีภายใน 1-2 นาทีหลังอาบน้ำค่ะ
ใครชอบน้ำมันงาแต่ผิวแพ้ง่าย ให้ลองทาบริเวณท้องแขนก่อน 1-2 วัน เพราะน้ำมันพืชและน้ำหอมก็ทำให้บางคนระคายเคืองได้ค่ะ
คะแนนที่ได้
9.2/10
3. Palmer's Cocoa Butter Formula Skin Therapy Oil 60 มล. ★★★★★
“ออยล์โกโก้บัตเตอร์ผสมวิตามินอี เนื้อเข้มข้นกว่าสองอันดับแรก เหมาะกับผิวแห้งมากและผิวแตกลาย”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Palmer’s เป็นแบรนด์โกโก้บัตเตอร์ที่คุณแม่หลายคนรู้จัก Skin Therapy Oil สูตร Cocoa Butter Formula ผสมโกโก้บัตเตอร์ วิตามินอี และน้ำมันพืชหลายชนิด แบรนด์ระบุว่าช่วยให้รอยแผลเป็น รอยแตกลาย และสีผิวไม่สม่ำเสมอดูดีขึ้น ใช้ได้ทั้งหน้าและตัว เนื้อจะเข้มข้นกว่า Bio-Oil เล็กน้อย กลิ่นโกโก้หอมหวานแบบเป็นเอกลักษณ์ ร้าน Official ในไทยขายขวด 60 มล. ซึ่งพกพาง่ายและเหมาะกับการลองก่อน จึงเป็นตัวเลือกแทน Bio-Oil ที่น่าสนใจค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนผิวแห้งมาก ผิวแตกลาย และคนที่ชอบกลิ่นโกโก้
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่ไม่ชอบกลิ่นหวาน และคนผิวมันที่อยากได้ออยล์บางที่สุด
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: ออยล์ดูแลผิว ใช้ได้ทั้งหน้าและตัว
- ขนาด: 60 มล. (ต่างประเทศมีขวด 150 มล.)
- ส่วนผสมเด่น: โกโก้บัตเตอร์, วิตามิน E, น้ำมันอาร์แกน, น้ำมันพืชหลายชนิด (ไม่มีมิเนอรัลออยล์ ตามกล่อง)
- เนื้อสัมผัส: ปานกลางถึงเข้มข้น
- ผลิตโดย: E.T. Browne Drug Co. (สหรัฐฯ)
รีวิวแบบเจาะลึก
ถ้าลังเลระหว่าง Bio-Oil กับ Palmer’s ให้ดูที่สภาพผิวค่ะ ผิวผสมหรือผิวที่ไม่ได้แห้งมากจะชอบ Bio-Oil ที่บางกว่า ส่วนคนผิวแห้งจนลอกเป็นขุยตรงหน้าแข้ง หรือหน้าท้องที่ตึงช่วงตั้งครรภ์ มักชอบ Palmer’s มากกว่าเพราะรู้สึกชุ่มชื้นนานกว่า
ช่วงหน้าร้อนแนะนำให้ทาก่อนนอนแทนตอนเช้า หรือใช้คู่กับโลชั่นเนื้อบาง จะได้ไม่รู้สึกเหนอะเวลาใส่เสื้อผ้าค่ะ
คะแนนที่ได้
9.0/10
4. NUXE Huile Prodigieuse 100 มล. ★★★★☆
“ดรายออยล์ฝรั่งเศสขวดทองที่ซึมไวมาก ใช้ได้ทั้งหน้า ตัว และผม กลิ่นหอมหรูแบบน้ำหอม”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Huile Prodigieuse คือดรายออยล์ตัวดังของ NUXE จากฝรั่งเศส ใช้น้ำมันพืช 7 ชนิด (ตามขวด) เช่น น้ำมันอัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เฮเซลนัท และคามีเลีย ผสมวิตามินอี แบรนด์ระบุว่าใช้ได้ทั้งหน้า ตัว และผม จุดเด่นคือคำว่า “ดรายออยล์” ทาแล้วซึมเร็วมาก ผิวดูเงาสวยแต่ไม่มันเยิ้ม กลิ่นหอมอุ่น ๆ เป็นเอกลักษณ์ ราคาสูงกว่าอันดับต้น แต่ใช้ได้หลายจุดจากขวดเดียว จึงได้อันดับ 4 ค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนที่ไม่ชอบความมันค้างบนผิว และอยากได้ออยล์ขวดเดียวใช้ทั้งผิวและผม
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนแพ้น้ำหอม และคนที่มีงบจำกัด
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: ดรายออยล์ (Dry Oil) สำหรับหน้า ตัว และผม
- ขนาด: 100 มล. (หัวสเปรย์)
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันพืช 7 ชนิด เช่น อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เฮเซลนัท คามีเลีย บอเรจ + วิตามิน E
- เนื้อสัมผัส: บางมาก ซึมเร็ว
- ผลิตใน: ฝรั่งเศส
รีวิวแบบเจาะลึก
NUXE เหมาะกับคนที่เคยลองออยล์แล้วไม่ชอบความเหนอะ เพราะเนื้อบางและแห้งไวกว่า Neutrogena หรือ Palmer’s ชัดเจน ฉีดลงฝ่ามือแล้วลูบบนผิวที่หมาดน้ำ หรือฉีดปลายผมแห้งเพื่อลดผมชี้ฟูได้ด้วยค่ะ
ข้อเสียคือราคาต่อมิลลิลิตรสูงกว่าตัวอื่นหลายเท่า ถ้าจะใช้ทาทั้งตัวทุกวันจะเปลืองเร็ว หลายคนจึงใช้ NUXE เฉพาะจุด เช่น ไหล่ แขน และขา วันที่อยากให้ผิวดูเงาสวยค่ะ
คะแนนที่ได้
8.9/10
5. L'Occitane Almond Supple Skin Oil 100 มล. ★★★★☆
“ออยล์อัลมอนด์ของ L'Occitane เนื้อนุ่ม กลิ่นอัลมอนด์หอมละมุน เด่นเรื่องผิวดูกระชับและเนียนนุ่ม”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Almond Supple Skin Oil เป็นตัวขายดีในไลน์อัลมอนด์ของ L’Occitane ใช้น้ำมันอัลมอนด์และน้ำมันจากพืชอื่น แบรนด์ระบุว่าช่วยให้ผิวนุ่ม ดูกระชับขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง และควรนวดขึ้นจากขาไปถึงต้นแขน เนื้อออยล์ซึมไวปานกลาง ไม่มันเท่า Palmer’s กลิ่นอัลมอนด์หอมหวานนุ่ม ๆ คนที่ชอบของขวัญหรือเซ็ตอาบน้ำมักเริ่มจากตัวนี้ จุดที่เสียคะแนนคือราคาสูงพอ ๆ กับ NUXE แต่ใช้ได้เฉพาะผิวกายค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนที่อยากได้ออยล์นวดตัวกลิ่นหอม และอยากให้ผิวรู้สึกนุ่มเนียนขึ้น
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่แพ้ถั่วหรืออัลมอนด์ และคนที่อยากได้ราคาประหยัด
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: ออยล์บำรุงผิวกาย
- ขนาด: 100 มล.
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันอัลมอนด์, น้ำมันคาเมลินา (ตามแบรนด์)
- เนื้อสัมผัส: ปานกลาง ซึมได้ดี
- ผลิตใน: ฝรั่งเศส
รีวิวแบบเจาะลึก
ถ้าเทียบกับ NUXE ที่อันดับใกล้กัน L’Occitane เหมาะกับการนวดมากกว่า เพราะเนื้อออยล์ลื่นอยู่บนผิวนานพอให้นวด ส่วน NUXE ซึมเร็วจนนวดได้ไม่นาน คนที่ชอบนวดขาหลังยืนทำงานทั้งวันจะชอบตัวนี้ค่ะ ถ้าอยากได้น้ำมันนวดแบบไทยกลิ่นสมุนไพร ดูเพิ่มได้ที่ น้ำมันนวดสมุนไพร
คำว่า “ผิวกระชับ” ของแบรนด์หมายถึงความรู้สึกบนผิวและผิวที่ดูเรียบเนียนขึ้นจากความชุ่มชื้น ไม่ได้ช่วยลดไขมันหรือเซลลูไลต์ ใครหวังผลแบบนั้นควรดูแลด้วยการออกกำลังกายและอาหารควบคู่ไปค่ะ
คะแนนที่ได้
8.8/10
6. Journal The Legacy Body Oil 180 มล. ★★★★☆
“บอดี้ออยล์แบรนด์ไทยกลิ่นแบบน้ำหอม ผสมน้ำมันพืช 5 ชนิด ทาแล้วหอมติดผิวทั้งวัน”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Journal เป็นแบรนด์ไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นแบบน้ำหอม Body Oil กลิ่น The Legacy ผสมน้ำมันเมล็ดองุ่น อาร์แกน มะพร้าว ทานตะวัน และอัลมอนด์ เนื้อบางซึมไว ผู้ใช้หลายคนบอกว่ากลิ่นติดผิวนานจนแทบไม่ต้องฉีดน้ำหอมเพิ่ม เป็นตัวที่ my-best ไทยให้อันดับสูงเช่นกัน แต่ในลิสต์นี้อ้อยให้น้ำหนักกับการดูแลผิวมากกว่ากลิ่น จึงอยู่อันดับ 6 ค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนที่อยากให้ผิวนุ่มพร้อมหอมแบบน้ำหอมในขั้นตอนเดียว
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนผิวแพ้ง่ายหรือแพ้น้ำหอม และคนที่ทาออยล์เพื่อดูแลรอยแตกลายโดยเฉพาะ
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: บอดี้ออยล์กลิ่นน้ำหอม
- ขนาด: 180 มล.
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันเมล็ดองุ่น อาร์แกน มะพร้าว ทานตะวัน อัลมอนด์
- อายุหลังเปิด: 6 เดือน (ตามข้อมูลสินค้า)
- แบรนด์: Journal (ประเทศไทย)
รีวิวแบบเจาะลึก
Journal กับ Erb (อันดับ 7) เป็นแบรนด์ไทยสายกลิ่นหอมเหมือนกัน ความต่างคือ Journal กลิ่นเข้มและติดทนกว่า ส่วน Erb กลิ่นสดชื่นเบากว่า ถ้าใส่น้ำหอมอยู่แล้วให้เลือกกลิ่นที่ไม่ตีกัน หรือทาออยล์แทนน้ำหอมในวันนั้นเลยค่ะ
ออยล์ที่เป็นน้ำมันพืชล้วนควรเก็บให้พ้นแดดและความร้อน ปิดฝาให้สนิท และใช้ให้หมดภายในอายุหลังเปิด ถ้ากลิ่นเปลี่ยนเป็นกลิ่นหืนแปลว่าน้ำมันเสื่อมแล้วค่ะ
คะแนนที่ได้
8.6/10
7. erb Dazzling Spring Body Oil ★★★★☆
“ออยล์แบรนด์สปาไทย น้ำมันมะกอกออร์แกนิคผสมวิตามินอี กลิ่นลูกแพร์กับดอกฟรีเซียสดชื่น”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
erb เป็นแบรนด์สปาของไทย Dazzling Spring Body Oil ใช้น้ำมันมะกอกออร์แกนิคเป็นฐาน ผสมน้ำมันเมล็ดองุ่นและวิตามินอี กลิ่นลูกแพร์และดอกฟรีเซีย หอมสดชื่นแบบฤดูใบไม้ผลิ ไม่หวานเลี่ยน มีขนาดให้เลือกทั้งขวดเล็กและขวดใหญ่ เนื้อออยล์ซึมได้ดี เหมาะกับการนวดตัวหลังอาบน้ำตอนเย็น ราคาสูงกว่าออยล์ร้านขายยา จึงอยู่กลางลิสต์ค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนที่อยากได้ออยล์กลิ่นสดชื่นแบบสปา ใช้นวดผ่อนคลาย
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่แพ้น้ำหอม และคนที่อยากได้ราคาประหยัด
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: บอดี้ออยล์
- ขนาด: 100 มล. / 240 มล. (ตามที่วางขาย)
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันมะกอกออร์แกนิค, น้ำมันเมล็ดองุ่น, วิตามิน E
- กลิ่น: ลูกแพร์และดอกฟรีเซีย
- แบรนด์: erb (ประเทศไทย)
รีวิวแบบเจาะลึก
erb เหมาะกับคนที่ใช้ออยล์เป็นช่วงเวลาผ่อนคลาย มากกว่าใช้แก้ปัญหาผิว กลิ่นจะเบาและสดชื่นกว่า Journal ทาตอนเย็นแล้วนอนหลับสบาย ตื่นมายังมีกลิ่นอ่อน ๆ อยู่ค่ะ
ก่อนกดซื้อให้ดูขนาดในหน้าร้านให้ดี เพราะร้านมักวางทั้งขวด 100 มล. และขวดใหญ่ไว้ในหน้าเดียวกัน ราคาต่อมิลลิลิตรของขวดใหญ่จะคุ้มกว่าค่ะ
คะแนนที่ได้
8.4/10
8. Jose Premium Body Oil Glow & Nourish 150 มล. ★★★★☆
“บอดี้ออยล์แบรนด์ไทยราคาเบา ๆ กลิ่นดอกไม้อ่อน ทาแล้วผิวดูเงาฉ่ำ”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Jose เป็นแบรนด์ไทยที่วางขายทั้งใน Watsons และร้านออนไลน์ Premium Body Oil สูตร Glow ขายจุดเด่นเรื่องผิวดูเงาฉ่ำและชุ่มชื้น กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ไม่ฉุน ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 300 บาท จึงเป็นตัวเลือกดีสำหรับคนที่อยากลองว่าตัวเองชอบออยล์หรือไม่ก่อนลงทุนกับขวดแพง ภาพสินค้าของแบรนด์ระบุน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น โจโจบา อะโวคาโด มะพร้าว โรสฮิป งา และเมล็ดองุ่น แต่ยังไม่บอกสัดส่วนหรือรายการ INCI ครบในหน้าร้าน อ้อยจึงให้คะแนนต่ำกว่ายี่ห้อที่บอกสูตรชัดค่ะ
✅ เหมาะกับ: มือใหม่ที่อยากลองบอดี้ออยล์ในงบน้อย และคนที่ชอบผิวดูเงาฉ่ำ
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่อยากได้ข้อมูลส่วนผสมละเอียดก่อนซื้อ
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: บอดี้ออยล์ บำรุงผิวกาย
- ขนาด: 150 มล.
- ส่วนผสมเด่น: น้ำมันโจโจบา อะโวคาโด มะพร้าว โรสฮิป งา เมล็ดองุ่น ซีบัคธอร์น ทีทรี (จากภาพสินค้าของแบรนด์)
- จุดเด่น: ผิวดูเงาฉ่ำ ชุ่มชื้น (ตามแบรนด์)
- กลิ่น: ดอกไม้อ่อน ๆ
- ผลิตใน: ประเทศไทย
รีวิวแบบเจาะลึก
Jose กับ Johnson’s (อันดับ 9) เป็นตัวประหยัดทั้งคู่ ความต่างคือ Jose ตั้งใจเป็นบอดี้ออยล์ที่ให้ผิวดูเงาและมีกลิ่นหอม ส่วน Johnson’s เป็นออยล์เด็กที่เน้นกักความชุ่มชื้นแบบพื้นฐาน ใครอยากได้ความรู้สึกแบบออยล์บิวตี้ในราคาถูก Jose ตอบโจทย์กว่าค่ะ
ก่อนซื้อให้ดูรูปฉลากในแกลเลอรีของหน้าร้าน เพื่อตรวจส่วนผสมและเลขจดแจ้ง อย. ที่ขวดจริงนะคะ
คะแนนที่ได้
8.1/10
9. Johnson's Baby Oil ★★★★☆
“ออยล์เด็กขวดใสในตำนาน ราคาถูกที่สุดในลิสต์ กักความชุ่มชื้นได้ดีเมื่อทาตอนผิวยังเปียก”

สามารถเช็คราคา ณ ปัจจุบัน และส่วนลดได้ที่ : ⬇️
Johnson’s Baby Oil เป็นออยล์ขวดใสที่หลายบ้านมีติดไว้ ส่วนผสมหลักคือมิเนอรัลออยล์ผสมน้ำหอมอ่อน ๆ หน้าที่ของมันคือเคลือบผิวไว้ไม่ให้น้ำระเหย ไม่ได้มีสารบำรุงเพิ่มแบบอันดับต้น ๆ แต่ถ้าทาตอนผิวยังเปียกหลังอาบน้ำ ผิวจะนุ่มชุ่มชื้นได้ดีในราคาที่ถูกที่สุดในลิสต์ ใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก จึงติดอันดับในฐานะตัวประหยัดค่ะ
✅ เหมาะกับ: คนที่อยากได้ออยล์ราคาถูก ใช้ทาตัวทั้งบ้าน หรือใช้ช่วยเช็ดเครื่องสำอางกันน้ำบริเวณร่างกาย
⛔ ไม่เหมาะกับ: คนที่อยากได้น้ำมันพืชหรือสารบำรุงเพิ่ม และคนที่แพ้น้ำหอม
ข้อมูลจากฉลากและแบรนด์
- ประเภท: เบบี้ออยล์ ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
- ขนาด: มีหลายขนาด เช่น 50, 125, 200 และ 300 มล.
- ส่วนผสมหลัก: มิเนอรัลออยล์ (Paraffinum Liquidum), น้ำหอม
- เนื้อสัมผัส: ลื่น เกลี่ยง่าย
- วิธีใช้: ทาหลังอาบน้ำตอนผิวยังเปียกหมาด
รีวิวแบบเจาะลึก
มิเนอรัลออยล์มักถูกมองว่าไม่ดี แต่ในความจริงเป็นสารเคลือบผิวที่ใช้กันมานานและระคายเคืองน้อย จุดที่ต้องเข้าใจคือมันไม่ได้ “ให้” ความชุ่มชื้น แต่ “กัก” น้ำที่อยู่บนผิวไว้ จึงต้องทาตอนผิวยังเปียกเท่านั้นถึงจะได้ผลดีค่ะ
ใช้กับเด็กเล็กให้ทาบาง ๆ และระวังไม่ให้เข้าตาหรือเข้าปาก เก็บขวดให้พ้นมือเด็กเสมอ เพราะการกลืนหรือสำลักออยล์เป็นอันตรายต่อเด็กนะคะ
คะแนนที่ได้
7.9/10
มุมมองจากแหล่งข้อมูลเรื่องการดูแลผิวแห้งด้วยออยล์
ข้อมูลส่วนนี้สรุปจากแหล่งข้อมูลด้านผิวหนังที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ค่ะ
ประเด็นที่ควรรู้ก่อนซื้อ Body Oil
- ทาตอนผิวยังหมาด ได้ผลดีกว่าทาตอนแห้ง: American Academy of Dermatology แนะนำให้ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวภายในไม่กี่นาทีหลังอาบน้ำ เพื่อกักความชุ่มชื้นไว้ และระบุว่าออยล์เหมาะกับคนผิวแห้งมาก ดูรายละเอียดได้ที่ Dermatologists’ tips to relieve dry skin
- รอยแตกลายจางได้บ้าง แต่ไม่หายสนิท: AAD อธิบายว่ารอยแตกลายมักจางลงเองเมื่อเวลาผ่านไป และผลิตภัณฑ์ทาภายนอกได้ผลต่างกันในแต่ละคน รอยใหม่ตอบสนองดีกว่ารอยเก่า ดูเพิ่มที่ Stretch marks: Why they appear and how to get rid of them
- ธรรมชาติไม่ได้แปลว่าไม่แพ้: น้ำมันพืชและน้ำหอมในออยล์ทำให้คนผิวแพ้ง่ายระคายเคืองได้ ควรทดสอบที่ท้องแขนก่อนใช้ และตรวจเลขจดแจ้งเครื่องสำอางได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
บทวิเคราะห์จากทีมงาน ToplistPlus
จากการเปรียบเทียบฉลากและข้อมูลแบรนด์ของทั้ง {N} ยี่ห้อ ออยล์แบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสองแบบ คือแบบมิเนอรัลออยล์ (Bio-Oil, Johnson’s) ที่เคลือบผิวได้ดีและระคายเคืองน้อย กับแบบน้ำมันพืช (NUXE, L’Occitane, Journal, erb) ที่ให้ความรู้สึกบนผิวและกลิ่นที่หลากหลายกว่า อ้อยให้น้ำหนักกับความเหมาะกับปัญหาผิว ความรู้สึกหลังทา และความคุ้มต่อมิลลิลิตร Bio-Oil ได้อันดับ 1 เพราะตอบโจทย์รอยแตกลายซึ่งเป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่คนไทยค้นหา Body Oil และหาของแท้ได้ง่ายค่ะ
วิธีเลือก Body Oil ให้เหมาะกับผิว
- เริ่มจากปัญหาผิว รอยแตกลายและรอยแผลเป็นเลือกสูตรดูแลผิวอย่าง Bio-Oil หรือ Palmer’s ผิวแห้งทั่วไปเลือกออยล์ทาตัวเนื้อบางอย่าง Neutrogena
- ดูน้ำมันฐาน มิเนอรัลออยล์เคลือบผิวได้ดี ราคาถูก ระคายเคืองน้อย ส่วนน้ำมันพืชให้ความรู้สึกนุ่มและมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เสื่อมได้เร็วกว่าและบางคนแพ้
- เลือกความหนืดตามอากาศ หน้าร้อนหรือคนไม่ชอบความมัน เลือกดรายออยล์อย่าง NUXE หรือเนื้อบางอย่าง Neutrogena ผิวแห้งมากหรือห้องแอร์ทั้งวันเลือกเนื้อเข้มข้นอย่าง Palmer’s
- เช็กกลิ่นและน้ำหอม สายกลิ่นหอมเลือก Journal หรือ erb ส่วนคนผิวแพ้ง่ายควรเลือกกลิ่นอ่อนที่สุดและทดสอบก่อน
- เทียบราคาต่อมิลลิลิตร ขวดใหญ่ของ Neutrogena หรือ Johnson’s คุ้มกว่ามากถ้าทาทั้งตัวทุกวัน ส่วนขวดแพงเหมาะกับการใช้เฉพาะจุด
- ซื้อจากร้าน Official หรือร้านที่ขายดีมีรีวิว ออยล์ยี่ห้อดังมีของปลอมและของใกล้หมดอายุวางขาย ให้ดูวันผลิตและวันหมดอายุเมื่อได้รับสินค้า
วิธีทา Body Oil ให้ซึมไว ไม่เหนอะ
- ทาภายใน 1-3 นาทีหลังอาบน้ำ ซับตัวพอหมาด ผิวที่ยังมีน้ำจะช่วยให้ออยล์กระจายบางและซึมเร็วขึ้น
- ใช้น้อยกว่าที่คิด 3-5 หยดต่อแขนหรือขาหนึ่งข้างก็พอ เทลงฝ่ามือแล้วถูให้อุ่นก่อนลูบ
- ผสมกับโลชั่น หยดออยล์ 1-2 หยดลงในโลชั่นที่ใช้อยู่ ได้ความชุ่มชื้นเพิ่มโดยไม่รู้สึกมัน
- รอ 5 นาทีก่อนใส่เสื้อผ้า ออยล์บางชนิดทิ้งคราบบนผ้าไหมหรือผ้าสีอ่อนได้
- ระวังพื้นห้องน้ำลื่น ถ้าทาในห้องน้ำ ให้ล้างฝ่าเท้าก่อนเดินออกมา
ใครควรระวังเวลาใช้ Body Oil
- คนผิวมันหรือเป็นสิวที่หลังและหน้าอก ควรเลือกเนื้อบางมากและเลี่ยงทาบริเวณที่เป็นสิว หรือใช้แค่แขนและขา
- คนแพ้ถั่วหรือแพ้น้ำหอม อ่านส่วนผสมก่อนทุกครั้ง เพราะหลายยี่ห้อมีน้ำมันอัลมอนด์ เฮเซลนัท หรือแมคคาเดเมีย
- คุณแม่ตั้งครรภ์ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ใช้ได้ แต่ควรถามแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อนถ้าผิวแพ้ง่าย และหยุดใช้ทันทีถ้ามีผื่นหรือคัน
- ผิวที่เป็นแผล ผื่น หรือโรคผิวหนัง ห้ามทาบนแผลเปิด และควรให้แพทย์ผิวหนังดูแลก่อน ถ้าผิวแห้งมากจนแตกหรือคันเรื้อรัง
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Body Oil
- ถาม: Body Oil ทาตอนไหนดีที่สุด
ตอบ: ทาหลังอาบน้ำตอนผิวยังหมาด ๆ ดีที่สุดค่ะ ออยล์จะกักน้ำที่อยู่บนผิวไว้ ผิวนุ่มนานกว่าและไม่รู้สึกมันเท่าทาตอนผิวแห้ง ถ้าทาก่อนนอนก็ได้ผลดีเพราะไม่ต้องรีบใส่เสื้อผ้า - ถาม: Body Oil ช่วยอะไร
ตอบ: ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิว ผิวจึงนุ่ม ไม่แห้งตึงหรือลอกเป็นขุย บางสูตรอย่าง Bio-Oil หรือ Palmer’s แบรนด์ระบุว่าช่วยให้รอยแตกลายและรอยแผลเป็นดูจางลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่การรักษาให้หายค่ะ - ถาม: ใช้ Body Oil แทนโลชั่นได้ไหมคะ
ตอบ: ได้ค่ะ ถ้าทาตอนผิวยังหมาด ๆ ออยล์ก็ให้ความชุ่มชื้นได้ไม่แพ้โลชั่น แต่คนผิวแห้งมากมักได้ผลดีที่สุดเมื่อทาโลชั่นก่อน แล้วตามด้วยออยล์บาง ๆ เพื่อเคลือบไว้อีกชั้น - ถาม: Body Oil ทาหน้าได้ไหม
ตอบ: เฉพาะยี่ห้อที่ระบุว่าใช้กับหน้าได้ เช่น Bio-Oil, Palmer’s Skin Therapy Oil และ NUXE Huile Prodigieuse ส่วนออยล์ที่มีน้ำหอมเข้ม ๆ หรือเบบี้ออยล์ไม่แนะนำให้ทาหน้า โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวง่ายค่ะ - ถาม: มิเนอรัลออยล์อันตรายไหม
ตอบ: มิเนอรัลออยล์เกรดเครื่องสำอางถูกใช้มานานและระคายเคืองน้อย ไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนกังวลค่ะ ข้อเสียคือไม่มีสารบำรุงเพิ่มเหมือนน้ำมันพืช และบางคนรู้สึกว่าหนักผิว เลือกตามความชอบได้เลย - ถาม: Body Oil ทำให้ผิวคล้ำหรือแดดเผาง่ายขึ้นไหม
ตอบ: ออยล์ทั่วไปไม่ได้ทำให้ผิวคล้ำ แต่ไม่มีสารกันแดด ถ้าออกแดดควรทาครีมกันแดดทับ และเลี่ยงน้ำมันหอมระเหยกลุ่มส้ม (เช่น เบอร์กามอท) บนผิวที่โดนแดดจัด เพราะอาจทำให้ระคายเคืองได้ค่ะ - ถาม: Body Oil หนึ่งขวดใช้ได้นานแค่ไหน
ตอบ: ถ้าทาแขนขาวันละครั้ง ขวด 100-150 มล. ใช้ได้ประมาณ 1-2 เดือน ขวด 200-250 มล. ใช้ได้ 2-3 เดือน และควรใช้ให้หมดตามอายุหลังเปิดที่ระบุบนฉลาก โดยเฉพาะสูตรน้ำมันพืชค่ะ
สรุป Body Oil ยี่ห้อไหนดี
- กังวลรอยแตกลาย รอยแผลเป็น เลือก Bio-Oil Skincare Oil หรือ Palmer’s Skin Therapy Oil ถ้าผิวแห้งมาก
- อยากได้ออยล์ทาตัวทุกวันหลังอาบน้ำ เลือก Neutrogena Body Oil Light Sesame
- ไม่ชอบความมัน อยากใช้ทั้งผิวและผม เลือก NUXE Huile Prodigieuse
- อยากได้ออยล์นวดกลิ่นหอม เลือก L’Occitane Almond
- อยากให้ตัวหอมแทนน้ำหอม เลือก Journal หรือ erb
- งบน้อย เลือก Jose หรือ Johnson’s Baby Oil
Body Oil ที่ดีที่สุดคือตัวที่ตรงกับปัญหาผิวและทาแล้วเราอยากใช้ต่อทุกวัน เพราะผลของออยล์มาจากความต่อเนื่องค่ะ เริ่มจากขวดเล็กก่อน ทาตอนผิวยังหมาดหลังอาบน้ำ แล้วค่อยขยับไปขวดใหญ่เมื่อรู้แล้วว่าชอบเนื้อและกลิ่นแบบไหน ใครอยากขัดผิวก่อนทาออยล์ ลองดู ผลิตภัณฑ์ขัดผิวกาย ประกอบด้วยนะคะ
หมายเหตุจากผู้เขียน:
- ข้อมูลสเปก ฟีเจอร์ ราคา และการรับประกัน ควรตรวจสอบเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ เช่น Bio-Oil, Neutrogena, Palmer's, NUXE, L'Occitane, erb หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา
- ToplistPlus เป็นเว็บไซต์รีวิวที่มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลจริงและการเปรียบเทียบอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจเลือกสินค้าได้อย่างมีเหตุผล
- บทความนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือการชี้นำจากแบรนด์ใด ลิงก์สำหรับตรวจสอบราคาเป็นลิงก์ในโปรแกรม Affiliate ของ Shopee และ Lazada ซึ่งเว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อยเมื่อมีการสั่งซื้อ โดยไม่มีผลต่อการจัดอันดับหรือคำแนะนำ ดูรายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
- บทความนี้ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และเรียบเรียงข้อมูลจากหลายแหล่ง แล้วตรวจทานโดยทีมงาน แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญกับผู้ผลิตหรือร้านค้าอีกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ
- คะแนนในบทความเป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบโดยทีมงาน ToplistPlus จากสเปก ฟีเจอร์ ความคุ้มค่าต่อราคา และความเห็นของผู้ใช้ ประกอบกับข้อมูลจาก AAD: Dermatologists' tips to relieve dry skin, AAD: Stretch marks, mybest: Body Oil
- ภาพสินค้าบางส่วนนำมาจากหน้าร้านค้าและเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ เพื่อใช้ประกอบการรีวิวเท่านั้น
- ข้อมูลส่วนผสมสรุปจากฉลากที่แสดงในหน้าร้านและเว็บไซต์ของแบรนด์ ณ วันที่ 7 พ.ย. 2026 บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากผิวมีผื่น คัน หรือแห้งแตกเรื้อรัง โปรดปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
ถ้ายังเลือกไม่ได้ ลองดูอันดับ 1 ก่อน เป็นตัวที่คุ้มสุดในรอบนี้ หรือหาของอย่างอื่นต่อได้ที่ หน้าแรก ToplistPlus






